วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อีสุกอีใส อาจระบาดช่วงนี้



                    อีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือฮิวแมน เฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 (Human herpes virus type 3) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด  มีรายงานพบว่าโรคนี้เป็นกันได้ตลอดปี  แต่มักระบาดช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน   เป็นได้กับคนทุกวัย  แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี โรคนี้อาการไม่ค่อยรุนแรง  ผู้ที่เป็นแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโรคตลอดชีวิต    แต่บางคนอาจเป็นซ้ำได้อีก โดยอาการอาจไม่รุนแรงเท่ากับที่เป็นในครั้งแรก  ในบางคนเชื้อบางส่วนอาจแฝงตัวอยู่ตามปมประสาทต่างๆ   เมื่อแก่ตัวลง หรือมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ  อาจเป็นโรคงูสวัดได้
                  

 โรคอีสุกอีใส ติดต่อกันได้ง่ายเหมือนหวัดโดยการสูดหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยเข้าไป   การสัมผัสตุ่มน้ำโดยตรงหรือสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ ที่เปื้อนตุ่มน้ำของผู้ป่วยอีสุกอีใส หรืองูสวัด  เช่น แก้วน้ำ  ผ้าเช็ดตัว  ผ้าห่ม ที่นอน เป็นต้น  เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ประมาณ 10-20 วัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  คือ มีไข้  ปวดเมื่อยตามตัว  ปวดศีรษะ  เบื่ออาหาร และมีผื่นแดงขึ้น   โดยอาจเกิดพร้อมกับวันที่มีไข้ หรือเกิดหลังจากวันมีไข้  ผื่นแดงนี้แรกๆ จะมีลักษณะราบก่อน จากนั้นจะเป็นตุ่มนูนขึ้น  มีน้ำใสข้างใน และคัน   ตุ่มมักเริ่มขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปที่ใบหน้า  ลำตัว  แขน ขา และทยอยขึ้นทั่วตัวภายใน 4 วัน   ตุ่มจึงมีขนาดและลักษณะต่างกัน   บางที่เป็นผื่นแดงราบ   บางที่เป็นตุ่มนูนใส  ตุ่มหนอง หรือเริ่มตกสะเก็ด  จึงเป็นที่มาของชื่อโรคอีสุกอีใส
                   

 ดังนั้น หากสงสัยว่าจะเป็นโรคอีสุกอีใส ควรไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง  โดยทั่วไปโรคนี้อาการจะค่อยๆ ทุเลา    ตุ่มจะตกสะเก็ด และหายได้เองในเวลา 1-3 สัปดาห์    ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้มาก   รักษาร่างกายให้อบอุ่น  ดื่มน้ำให้เพียงพอ    หากมีไข้สูงใช้ยาพาราเซตามอลลดไข้ได้  ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินเพราะอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้    ควรอาบน้ำ ฟอกสบู่ผิวหนังให้สะอาด   ล้างมือให้บ่อยขึ้น และตัดเล็บให้สั้น  หลีกเลี่ยงการแกะเกาตุ่มเพราะจะทำให้แผลติดเชื้อและเกิดแผลเป็นได้   ควรหยุดเรียน หรือหยุดงานประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายติดต่อผู้อื่น   ในระยะนี้ควรระวัง เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อน   เช่น  แก้วหูอักเสบ  ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือติดเชื้อในสมองได้     จึงควรรีบพบแพทย์หากมีอาการปวดหู  ไอ หายใจเหนื่อย  เจ็บหน้าอก  ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน) หรือปวดศีรษะมาก  
                    ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว   ซึ่งวัคซีนสามารถป้องกันโรคได้มากกว่า 90 %  และให้ได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบขึ้นไป  โดยขอรับบริการได้ตามคลินิกกุมารแพทย์ทั่วไปค่ะ  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น